หุ้นที่ซื้อได้ผลตอบแทนคุ้มค่า??

0 Comments

อัตราส่วนยอดนิยมตัวนี้จะบอกนักลงทุนว่า ราคาหุ้นเป็นกี่เท่าของกำไรที่บริษัทสร้างได้ ซึ่งส่งผลถึงระยะเวลาที่ต้องใช้ในการคืนทุนของนักลงทุนด้วย เช่น บริษัทมี P/E 10


หมายความว่า ณ ราคาหุ้น 10 บาท บริษัททำกำไรได้ 1 บาท ถ้าบริษัทยังคงสถิติการทำกำไรปีละ 1 บาทไปเรื่อยๆ ในปีที่ 10 จะได้เงินกลับคืนมา 10 บาท หรือคืนทุนนั่นเอง

อัตราส่วนราคาต่อกำไร (Price to Earning Ratio หรือ P/E)
อัตราส่วนราคาต่อกำไร = ราคาปัจจุบัน / กำไรต่อหุ้น
Price to Earning Ratio = Price / Earning per Share
นักลงทุนอาจเคยได้ยินนักวิเคราะห์พูดกันว่า หุ้นนี้ควรมี P/E เท่านั้นเท่านี้ แต่จริงๆ แล้วค่า P/E ไม่ได้มีเกณฑ์มาตรฐานที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมและค่า P/E ในอดีตของบริษัทเองด้วย เมื่อเปรียบเทียบแล้วผลออกมาว่า P/E สูงกว่าปกติหรือเพิ่มขึ้น เป็นไปได้ว่ามีนักลงทุนกำลังสนใจซื้อหุ้นตามข่าว ทำให้ราคาพุ่ง แต่กำไรที่ทำได้ยังเหมือนเดิม หรือหุ้นกำลังเติบโต มีกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ได้รับความสนใจซื้อเพิ่มขึ้น P/E ต่ำกว่าปกติหรือลดลง เป็นไปได้ว่านักลงทุนได้ค้นพบหุ้นดีราคาถูก แต่ต้องสังเกตดีๆ เพราะบางบริษัททำกำไรเพิ่ม / ลดไม่แน่นอน เมื่อกำไรเพิ่มขึ้นแต่ละที P/E ก็ลดลง ดูเป็นหุ้นดีราคาถูกได้
อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (Price to Book Value Ratio)
เปรียบเทียบให้เห็นว่า ถ้านักลงทุนซื้อบริษัทวันนี้ต้องใช้เงินมากหรือน้อยกว่าตอนที่เจ้าของบริษัทตั้งบริษัทขึ้นมาเท่าไหร่
อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี = ราคาปัจจุบัน / มูลค่าทางบัญชี
Price to Book Value Ratio = Price / Book Value per Shares
P/BV สูง หมายความว่า นักลงทุนต้องลงทุนสูงกว่าที่เจ้าของกิจการใช้ในการสร้างธุรกิจ ยิ่ง P/BV สูงมาก ยิ่งเท่ากับว่าต้องใช้เงินลงทุนเยอะกว่าเจ้าของมาก ต้องดูให้ดีว่าธุรกิจยังเติบโตและสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อไปได้หรือไม่
P/BV ต่ำ หมายความว่า บริษัททำกำไรเติบโตต่อเนื่องและนักลงทุนได้ลงทุนด้วยเงินเกือบเท่ากับที่เจ้าของใช้จริงๆ แต่ต้องระวังว่าถ้าค่า P/BV ต่ำเกินไป อาจเป็นเพราะมูลค่าทรัพย์สินบางอย่างในบริษัทลดลง
P/BV ไม่สามารถบอกประสิทธิภาพในการทำกำไรจากสินทรัพย์ที่บริษัทถือครองอยู่ได้เลย จึงต้องพิจารณาจากค่าอื่นประกอบและดูความสม่ำเสมอ และแนวโน้มของ P/BV ของบริษัทเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมด้วย
มูลค่าสุทธิของกิจการ (Enterprise Value)
เป็นมูลค่าของธุรกิจเมื่อคำนึงถึงหนี้ที่บริษัทได้ก่อไว้ด้วย เป็นอัตราส่วนที่ช่วยประเมินว่าบริษัทนี้กำลังถูกซื้อขายในตลาดหุ้นด้วยราคาที่ถูกหรือแพงกว่ามูลค่าของกิจการเท่าไหร่ นั่นคือ ถ้ามาร์เก็ตแคป ของบริษัทต่ำกว่ามูลค่าสุทธิของกิจการ แสดงว่าหุ้นยังราคาถูกอยู่
มูลค่าสุทธิของกิจการ = มูลค่าตลาด + หนี้สิน – เงินสด
Enterprise Value = Market Cap + Debt – Cash and Investments
อัตราการจ่ายปันผล (Dividend Payout Ratio)
บอกนักลงทุนว่าบริษัทจ่ายปันผลเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของกำไรต่อหุ้นในแต่ละปี แต่สมมุติบริษัทจ่ายปันผลเป็นสัดส่วน 100% ไม่ได้หมายความว่า บริษัทนำกำไรต่อหุ้นในปีนั้นๆ มาจ่ายปันผลทั้งหมด แต่อาจเป็นการนำกำไรที่สะสมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปีก่อนๆ มาจ่าย
อัตราการจ่ายเงินปันผล (%) = (เงินปันผลต่อหุ้น / กำไรสุทธิต่อหุ้น) x 100
Dividend Payout (%) = (Dividend per Share / Earning per Share) x 100
บริษัทปันผลเป็นสัดส่วนน้อยหรือมาก ไม่ได้บ่งบอกว่าธุรกิจดีหรือแย่ เพราะในกรณีที่ผู้บริหารมองเห็นความจำเป็นต้องนำกำไรไปต่อยอดขยายธุรกิจ อาจไม่จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเลย แต่นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนแบบ Capital Gain ที่สูงขึ้น
อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield)
บอกว่าหากนักลงทุนซื้อหุ้นที่ราคาหนึ่ง จะได้รับเงินปันผลคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของราคาที่จ่ายไป
อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (%) = (เงินปันผลต่อหุ้น / ราคาหุ้น) x 100
Dividend Yield (%) = (Dividend per Share / Price) x 100
บริษัทที่มี Dividend Yield สูง มักเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างอิ่มตัว ไม่ค่อยนำเงินไปลงทุนต่อยอดธุรกิจเพิ่มเติม ทำให้ผลตอบแทนจาก Capital Gain หรือการเพิ่มขึ้นของราคาไม่ค่อยเพิ่ม เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการได้ Passive Income เป็นเงินปันผลทุกไตรมาสหรือทุกปี หวยรัฐบาล โดยไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงสูงๆ